Memory-Rerun's profilesame sad old picturePhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
March 30 looked,what i've done?March 06 อาจเป็นเพราะเพิ่งรู้สึกตัวในแต่ละก้าวของชีวิต บางทีเราก้มักจะมองสิ่งใด สิ่งหนึ่งแล้วปักใจตามภาพที่เห็นนั้น
คงเป็นเพราะ เรามองสิ่งนั้นด้วยความคิดและความเชื่อ ไม่ได้มองด้วยใจ
สิ่งที่เห็นก้เลยเป็นอย่างที่เราอยากเห็น อยากเชื่อ บางทีก้เพิ่งมาเข้าใจทีหลังว่า
สิ่งที่เคยคิดไว้นั้น มันก้เป็นเพียง ภาพลวงตา ความจิง สิ่งนั้นไม่ได้เป็นดังใจ
หลายๆเรื่องในชีวิต สิ่งที่เคยเชื่อ ณ ตอนนี้ เมื่อมองดูดีๆแล้ว ก้ทำให้เรามีความคิดที่เปลี่ยนไป
อย่างตอนนี้บางอย่างที่เคยเชื่อก้คิดว่า ไม่อาจกลับไปเชื่อ หรือ ไว้ใจมันได้อีกแล้ว
โดยเฉพาะที่สำคัญ การที่จะก้าวต่อไปจะมองทางข้างหน้าก่อนเสมอ
นี่ก้จะขึ้นคลีนิคแล้ว ยังไม่สามารถที่จะรักษาหรือทำอะไรใครได้เลย
แต่ก่อนก้คิดแค่ว่าเรียนไปส่งๆ เดี๋ยวก้ผ่าน ผลออกมาปรากฏว่า คนที่ต้องเจ็บไม่ได้มีแค่ตัวเอง แต่มันยัง
กระทบไปสู่คนอื่น ไม่ว่าจะตั้งใจ หรือ ไม่ ผลสรุปแล้วยังไงความผิดก้คือความผิด ไม่ว่าจะแก้ตัวอย่างไร
ก้ยังผิด จะได้การอภัยอย่างไรหรือไม่ก้อีกเรื่องหนึ่ง
ความรู้สึกเป็นสิ่งที่เราจะรับได้ก่อนเป็นสิ่งแรกๆในระบบประสาทสัมผัส แต่บางทีความคิดก้เร็วกว่า ความรู้สึกที่ต้องควบคู่กับจิตใจ
ทำไมนะ ทำไมบางเรื่องที่ผ่านมา ไม่รู้สึกก่อนหน้าให้เร็วกว่านี้ ได้แต่คิดว่าทำไมๆๆๆ
คงจะตอบได้เหมือนเพลงล่ะมั้งว่า "อาจเป็นเพราะ เพิ่งรู้สึกตัว"
ขอโทษตัวเราเองละกันที่รู้สึกช้าไปหน่อย February 28 for eternity......แด่ เดือนแห่งความรัก ตาลอบ-ยายทอง(คนค้นคน)นับถอยหลังไปอีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงวันวาเลนไทน์ วันซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงออกถึงความรักที่ใครหลายคนให้ความสำคัญกับวันนี้ ไม่ว่าใครจะนิยามความรักว่าเป็นของคู่กัน ความเหมือน ความพอดี ความลงตัว หากแต่นิยามความรักของตาลอบที่มีต่อยายทองนั้น กลับมองว่าวันวาเลนไทน์ที่จะมาถึงนั้นไม่เคยมีความหมายต่อตาและยายเลย เพราะชีวิตรักที่ตาและยายได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมากว่า 50 ปี นั้นไม่เคยมีวันไหนที่ความรักของตาที่มีต่อยาย และยายมีต่อตานั้นลดน้อยลงไปตามกาลเวลาเลย หากแต่ความรักของทั้งคู่กลับเพิ่มพูนขึ้นสวนทางกับสังขารที่เริ่มจะโรยรา
“ สำหรับตาวันนี้มันก็เป็นแค่วันธรรมดาๆวันหนึ่ง ไม่มีความหมายอะไรเลย ดอกกุหลาบมันจะสู้สิ่งที่เราทำดีให้กันทุกวันได้ยังไง มันเทียบกันไม่ได้หรอก ตาไม่เห็นว่ามันจะสำคัญกับชีวิตตรงไหนเพราะถึงไม่มีวันนี้ ยังไงตาก็ยังรักยายเท่ากันทุกวัน” อมร สีสุภเนตร หรือที่ชาวบ้านในอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย รู้จักกันในนามของ “ ตาลอบ” ส่วนภรรยาคู่ทุกคู่ยากชาวบ้านเรียกขานกันว่า “ยายทอง” พื้นเพเดิมยายทองเป็นคนอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ส่วนตาลอบเป็นคนเชียงคาน จังหวัดเลย ปัจจุบันสองตายายอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเล็กๆสภาพเก่าๆหลังหนึ่งตามลำพังสองคนโดยมีลูกๆคอยดูแลอยู่ห่างๆ เมื่อมองเข้าไปในบ้านจะสังเกตุเห็นว่าบ้านของตาเสมือนเป็นโรงพยาบาลขนาดย่อมๆ เพราะอุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆในการดูแลยายนั้น ตาได้ดัดแปลงให้เหมือนกับทางโรงพยาบาล ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ดูแลยายได้อย่างเต็มที่ ย้อนไปเมื่อ 50 ปีที่แล้วตาลอบซึ่งเป็นช่างตัดผมหนุ่มฐานะยากจนได้พบรักกับยายทอง แม่ค้าขายอาหารที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสาวงามประจำหมู่บ้านในงานรำวงสร้างโบสถ์ที่วัดป่ากลาง อำเภอเชียงคาน หลังจากที่ทั้งคู่คบหาดูใจกันมา 5-6 ปีจนมั่นใจในความรักที่มีให้ต่อกัน ชายหนุ่มจึงเอ่ยปากขอหญิงสาวที่เขารักแต่งงาน เป็นงานแต่งงานที่เรียบง่าย ไม่มีพิธีกรรมใหญ่โตอะไร ไม่มีเงินสินสอดทองหมั้นมากมาย หากแต่มีเพียงคำมั่นสัญญาที่ชายหนุ่มมอบไว้ให้กับหญิงสาวที่เขารักว่า จะครองรักและดูแลกันตลอดไป ทั้งในยามทุกข์และยามสุขจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตจะเดินทางมาถึง เวลาผ่านมา 50 ปี ทั้งคู่ครองรักกันจนกระทั่งแก่เฒ่า และตลอดเวลาที่ผ่านมา ความรักของคนทั้งคู่ที่มีให้กับกันก็มากพอและสม่ำเสมอพอที่จะทำให้ชีวิตรักของคนคู่นี้กลายเป็นตำนานรักแท้ที่น่าจดจำ แต่จะเป็นเพราะสวรรค์บัญชาหรือฟ้ากำหนด จู่ๆปี 2538 ยายทองก็ล้มป่วยลงด้วยการเป็นอัมพฤกษ์ทางด้านซ้าย ซึ่งก็พอจะช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง แต่เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา อาการของยายทองก็กำเริบทรุดหนักลงไปอีก จากอัมพฤกษ์กลายเป็นอัมพาต ไม่สามารถพูดคุยกับตาลอบได้อีก นอกจากส่งเสียงร้องไห้ซึ่งบางครั้งก็มีแต่เสียงร้อง บางครั้งก็มีแต่น้ำตา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการสื่อสารเพียงอย่างเดียวที่ตาลอบรับรู้และเข้าใจเสมอว่ายายต้องการอะไร “ ยายเขาร้องไห้ เพราะว่าเขาอยากจะพูดกับเรา แต่เขาพูดไม่ได้ เขาจึงบอกเราด้วยการร้องไห้ออกมา พอตาได้ยินเสียงไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ตาก็จะเดินไปพูดกับเขา หรือไม่ก็ต้องส่งสียงตอบกลับไป ส่วนใหญ่ตาจะบอกเขาว่า “ อย่าร้องเลย เราอยู่ตรงนี้แล้ว ” บางทีก็บอกยายว่า “ เราจะอยู่กับเธอ จะดูแลเธอไปจนกว่าจะตายจากกัน” ที่บอกอย่างนี้เพื่อให้ยายรู้ว่าตาอยู่ใกล้เขาไม่ได้หนีไปไหน” ปฏิเสธไม่ได้ว่า น้อยครั้งนักที่เราจะได้เห็นภาพฝ่ายชายดูแล ปรนนิบัติฝ่ายหญิง หากแต่สิ่งที่ตาทำนั้นได้พิสูจน์ให้โลกรู้ว่าความรักของตาที่มีต่อยายนั้นเป็นตำนานความรักอันยิ่งใหญ่ที่ใครๆต่างก็แสวงหา “ ตาอยากใช้ชีวิตอยู่กับยายจนวินาทีสุดท้าย เราจะต้องไม่ทอดทิ้งกัน เราต้องมั่นคงต่อกัน ตาสัญญากับยายว่าจะดูแลยายให้ดีที่สุดจนวินาทีสุดท้าย ตาตั้งใจรักษายายให้ดีที่สุด ตาทุ่มเทชีวิตให้ยายทั้งหมดเลยเพราะว่ายายมีความหมายกับตาสุดชีวิตเลย ทุกวันนี้ตายังมีความหวังอยู่ว่ายายจะอาการดีขึ้นและกลับมาพูดกับตาได้เหมือนเคย เราต้องอยู่แบบมีความหวัง เพราะความหวังนี่แหละที่จะทำให้เรามีกำลังใจดูแลยายต่อไปจนกว่าจะตายจากกันไปข้างหนึ่ง “ หากก่อนที่จะจากกันไปในชาตินี้ใจลึกๆตาลอบก็อยากให้ปาฎิหารย์นั้นมีจริง เพราะอยากให้ยายฟื้นขึ้นมาอีกซักครั้ง เพื่อที่จะถามข้อข้องใจที่ชายคนหนึ่งเก็บไว้มาหลายปีว่าที่ผ่านมาเขาทำดีพอที่สามีคนหนึ่งจะทำให้ภรรยาที่เขารักที่สุดได้หรือไม่” ถึงแม้ว่าบั้นปลายชีวิตอันแสนสุขจะถูกพรากไป และแทนที่ด้วยความทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บป่วยของอีกฝ่ายหนึ่ง คำมั่นสัญญาทุกคำที่ตาลอบเคยมอบไว้ให้กับยายทองก็ยังไม่มีคำใดหรือตัวอักษรตัวใดเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ยายทองล้มป่วย แทบจะทุกนาทีของชีวิตตาลอบได้มอบให้กับการเฝ้าดูแลประคบประหงมยายทองอย่างใกล้ชิด ไม่เว้นแต่ยามหลับหรือยามตื่น “ ตาดูแลยายไม่เคยห่าง ตาต้องดูแลทุกอย่างไม่ว่าจะเรื่อง อาบน้ำ เช็ดตัว ไปจนถึงเรื่องการเช็ดอึ เช็ดฉี่ อาหารการกิน อาการเจ็บป่วยต่างๆเราต้องคอยสังเกตุตลอดเวลา เวลาทำอะไรตาก็จะนึกถึงยายก่อนเสมอ ถ้ายายยังไม่นอนตาก็ยังไม่นอน หรือถ้ายายยังไม่ได้กินข้าวตาก็จะยังไม่กิน เพราะต้องป้อนยายก่อน” การดูแลปรนนิบัติยาย ตาลอบจะทำเพียงคนดียวทุกครั้ง และตาจะใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อยป็นอย่างดี แม้แต่แพมเพอร์สตาก็จะไม่ใส่ให้ยายเพราะเกรงว่าจะอับชื้นและทำให้เป็นแผลกดทับได้ ตาจึงไม่เคยเบื่อกับการที่ต้องคอยเช็ดอึ เช็ดฉี่อยู่ตลอดทั้งวัน เสิ้อผ้าของยายตาก็จะไม่ซักผงซักฟอกเพราะกลัวยายจะแพ้และเป็นผื่น ฯลฯ ทุกวันนี้ตากลัวว่ายายจะทิ้งตาไปไม่อยากให้ยายตายเลย อยากให้อยู่เป็นเพื่อนกัน อยู่เป็นคู่รักกันตลอดไป ตาไม่เคยคิดอย่างคนอื่นเลยว่าตายไปภาระจะได้หมดลง ไม่คิดเลย ” ภาพที่ชาวเชียงคานเห็นจนชินตาคือภาพชายชราวัย 73 ปี ปั่นรถจักรยานที่มีเตียงพยาบาลพ่วงติดอยู่ด้านหน้า โดยมียายนอนลืมตาแน่นิ่งอยู่บนเตียงเคลื่อนที่ไปตามถนนหนทางต่างๆ รถคันนี้เป็นรถที่ตาลอบประดิษฐ์ขึ้นมาเองกับมือเพราะถ้าจะซื้อเตียงแบบโรงพยาบาลนั้นก็เกินกำลังที่ตาจะมีได้ ด้วยความที่ตาเคยมีความรู้ทางช่างจึงต่อเตียงพยาบาลขึ้นมาและดัดแปลงต่อเติมให้เตียงนั้นเคลื่อนที่ได้ และมีหลังคาคอยคุ้มแดดคุ้มฝนและมีมุ้งคอยกันยุงและแมลงต่างๆ ที่ตาทำเช่นนี้หวังเพื่อให้ยายอยู่ใกล้กับตาตลอดเวลาเพราะเกิดอะไรฉุกเฉินขึ้นมาตาจะได้ช่วยเหลือยายได้ทัน ดังนั้นเวลาตาจะไปไหนก็จะพายายไปด้วยเสมอ ใครที่เห็นรถของตาต่างก็อดไม่ได้ที่จะไม่เหลียวหลัง และต่างก็ตั้งข้อสงสัยไปต่างๆนานา บ้างก็นึกว่าเป็นรถซาเล้ง รถขายของ รถเก็บของเก่า บ้างก็ว่ารถขนศพ แต่ถึงอย่างไรตาลอบก็ไม่สนใจคำครหาเหล่านั้นเพราะสิ่งสำคัญที่ตาพายายออกมาอย่างนี้ก็เพื่อให้ยายออกมารับอากาศข้างนอก ให้ยายได้รับการทักทาย พูดคุยจากผู้คนต่างๆเพื่อกระตุ้นให้ยายรู้สึกตัวมากขึ้น นอกจากนี้ตายังรู้ใจยายดีว่ายายชอบให้ตาพาเที่ยวไปตามที่ต่างๆ ตาจึงมักปั่นเตียงเคลื่อนที่คู่ใจคันนี้พายายไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆที่มีความสำคัญๆในอดีต ไม่ว่าจะเป็นสถานที่พบรักกัน สถานที่ๆทำมาหากินด้วยกัน ทั้งนี้ตาทำเพื่อพายายไประลึกถึงความหลังอันงดงามเพื่อกระตุ้นความจำ ความรู้สึกของยายและอย่างน้อยความหลังเหล่านี้เสมือนเป็นน้ำหล่อเลี้ยงความเศร้าหมองของชะตากรรมที่ทั้งคู่ต้องเผชิญอยู่ได้ไม่มากก็น้อย บ่อยครั้งเวลายายมีอาการป่วยมาก ตาต้องพายายไปรักษาที่โรงพยาบาลเชียงคาน โดยมากตาจะปั่นเตียงพยาบาลเคลื่อนที่พายายไปที่โรงพาบาล ทันทีที่ไปถึงจะเป็นอันรู้กันกับเจ้าหน้าที่ว่าเตียงประดิษฐ์ของตาคันนี้สามารถใช้แทนเตียงของโรงพยาบาลได้เป็นอย่างดี และเมื่อพยาบาลเห็นคนไข้รายนี้ทีไรก็อุ่นใจได้ว่าไม่ต้องมาดูแลยายทองอะไรมากนัก เพราะตาลอบจะเป็นคนดูแลยายเองทุกอย่างโดยที่ไม่ต้องให้พยาบาลเข้ามายุ่งเลย เพราะตาลอบคิดว่าเจ้าหน้าที่คงจะดูแลไม่ดีเท่ากับตัวเอง ซึ่งนั่นเป็นเพราะตาลอบทำด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตาลอบได้พิสูจน์ให้เราเห็นว่าสัญญาที่ชายหนุ่มมอบไว้กับหญิงสาวอันเป็นที่รักเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้วนั้น ไม่ใช่แค่ลมปาก หรือถ้อยคำหวานหู ตามแรงปราถนา หากแต่เป็นถ้อยคำที่ออกมาจากความรู้สึกข้างในหัวใจ ที่มีที่ว่างให้เพียงแค่หญิงสาวที่เขารักเพียงคนเดียว คำมั่นสัญญาที่ตาลอบมอบให้จึงเป็นพันธะสัญญาที่ถูกจารึกลงบนหินผา ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ก็ไม่มีวันลบเลือนและยังทำอย่างซื่อตรงสม่ำเสมอ ไม่ต่างอะไรกับการขึ้นลงของดวงตะวัน ที่จะเป็นอยู่เช่นนั้นชั่วนิรันดร์ ธนาคารออมสิน สาขาเชียงคาน ชื่อบัญชี อมร สีสุภเนตร หมายเลขบัญชี 11-5602-20-023288-1 --------------------------------------------------------------------
ที่มาจากพันทิพย์
จากรายการคนนค้นคน
ซาบซึ้งกับเรื่องราวของคนทั้งคู่จิงๆ
ความรักคงไม่ต้องการอะไรมากกว่า
"รัก"
............... ดอกกุหลาบมันจะสู้สิ่งที่เราทำดีให้กันทุกวันได้ยังไง " January 18 no reason Why?บางครั้ง
การพูดบางสิ่งออกไปแม้ว่ามาจากใจ
ก้ใช่ว่าจะดี
บางทีการเก็บไว้น่าจะดีกว่า
แต่บางทีการที่ทำอย่างนั้น
สิ่งที่เก็บไว้อาจจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองก้ได้
-----------------------------------------
บางครั้ง
ไม่มีเหตุผลก้คือเหตุผลอย่างหนึ่ง
ที่ไม่มีเหตุผลก้เพราะไม่มีเหตุผล
การไม่รู้ก้เป็นคำตอบอย่างหนึ่ง
ที่ไม่รู้ก้เป็นการไม่ให้คำตอบอย่างหนึ่ง
บางทีการไม่คิด ก้เป็นการคิดอย่างหนึ่ง
ถ้าเป็นการบังคับฝืนใจตัวเองให้ไม่คิด
ก้ยิ่งจะคิด และ ดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ
ต้องไม่คิด
จากใจ ตัดใจไปซะ
ก้จะเลิกคิดได้โดยปริยาย
_______________________________
ไม่ได้เขียนนาน
บางทีที่ไม่เขียนไม่ใช่ว่า
ไม่มีอะไรจะเขียน
บางครั้งอาจเป็นเพราะมีมากมายจนไม่อยากเขียน
ทำไมไม่เขียน
'''''''''''''
''''''''''''
''''''''''''
ไม่มีคำตอบว่ะ
January 03 '.......'ต่างคนต่างรอ........
เรื่องเก่าๆซ้ำๆ คำถามเดิมๆซ้ำๆ
กี่ทีที่ถาม มันก็ยังเหมือนเคย เพราะเธอจะตอบซ้ำๆ ในหัวใจเธอไม่มีฉันเลย เธออยากจะรอแต่เขา แต่ต่อให้ใจช้ำๆ ก็ยังอยากจะบอกซ้ำๆ
ให้คำทุกคำที่มีอยู่ข้างใน คอยกล่อมใจเธอทุกครั้ง จนลืมเขาไป จะนานแสนนาน นานเท่าไหร่ กว่าใจของเธอจะได้ลืมเขา * ถึงฉันได้แต่ยืน ...มอง มองเธอจากที่ไกล
ไม่อาจจะยืนเคียง ยืนอยู่ในหัวใจ แต่ขอแค่ได้ยืนรอ รอเธออยู่ได้ไหม อาจจะมีวันใด ที่เธอจะมองฉันบ้าง (กลับมา) จะอีกนานแค่ไหน เธอก็อยากรอเขาใช่ไหม
จะทำอย่างไร ใจเธอก็ไม่ลืม แล้วฉันจะรอเหมือนกัน เพราะฉันก็ไม่อาจฝืน ฉันเข้าใจ ความขมขื่น จิตใจของคนที่คอยอย่างนี้ (*)
ได้มองกลับมาที่ฉัน สักครั้ง
อยากให้เธอมองฉันด้วยหัวใจบ้าง แล้วเธอจะเห็นภาพนั้น เห็นคนที่เขารอนั้น สะท้อนภาพสิ่งที่เธอเป็นอยู่ ฉันเข้าใจ ความขมขื่น
จิตใจของคนที่คอยอย่างนี้ (*,*)
------------------------------------------------------
ยิ่งฟังเท่าไหร่กลับยิ่งเศร้าลงไปทุกที
ในคืนนี้ทุกตัวอักษรในเพลงมันกลับฝังลึกลงในใจทุกคำ
ก็ไม่รู้ว่าต้นตอของความรู้สึกแบบนี้มันมาจากไหน หรือบางทีเอาจไม่เคยเกี่ยงข้องกัน แม้สักนาทีเดียว December 27 มีคนเคยกล่าวว่า"........."ตอนเด็กๆ หลายครั้งที่เรามักจะเสียใจกับ"สิ่งเราทำ" แต่พอโตขึ้นถ้าเราปล่อยให้เวลาผ่านไป เราอาจจะมานั่งเสียใจกับ "สิ่งที่เราไม่ได้ทำ" thirty minute too late?ตามปรกติการเข้าเรียนวิชาแรกจะเริ่มเวลา8โมงตรง
แต่ ไฉน นาฬิกาชีวิต จึงเริ่มเดินเวลา แปดโมง ยี่สิบน้อ
เวลาทำการของใครคนนี้ จึงเลื่อนมาเป็นแปดโมงครึ่งซะงั้น
ชาวประชาป้องปากนินทาว่า ถ้ามีเสียงกุกกักที่หน้าประตูเมื่อไหร่
หลังประตูบานนั้นิ ต้องเป็นคนที่ทุกคนก้รู้ว่าใครแน่นอน
วันนี้เข้าเรียนสายอีกเป็นสันดานตามธรรมชาติ
อาจารย์ก้มอง ตามด้วยคำถามแลกกับการหน้าด้านเข้าแปดโมงครึ่ง
แต่ก้ยังยอมให้เราเช็คชื่อและเข้าเรียนตามปกติ
ตามด้วยคำสอนเล็กน้อยว่า ถ้าเธอยังเป็นแบบนี้อยู่อย่ามีแควนเรย อย่าไปทำให้ชีวิตคนอื่นเขาแย่ลงล่ะ
จากเหตุการณ์วันนี้สอนว่า
บางครั้งคนเราก้รู้สึกตัวช้า
แต่ก้ดีกว่าไม่รู้สึกเลย
ชีวิตสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
แม้จะช้าแต่ไม่เคยสายไป
.......................................................................
ขอโทษที่มาช้า
แต่สัญญาว่า จะกลับมาหาแน่นอนครับ
และ พรุ่งนี้ผมจะเข้าเรียนแปดโมง
สาบาน!!!!
ปล.netโคตรแย่เลย แล้วนิทานผมจะจบมั้ยนี่ หรือ จะเป็นnever ending storyหว่า December 17 it's all about "feeling"การพบกันครั้งแรกกัน
ไม่รู้ว่าคนเราใช้เกณฑ์ในการตัดสินความรู้สึกของตนอย่างไร
เมื่อพบและใกล้เข้าไป
เชื่อว่า คนเราหากเรามีความตั้งใจทำอะไรจิงๆ
มันต้องมีวันเสร็จ
หากเราพยามยามอย่างสุดกำลัง
มันต้องได้
ไม่เลย มันคือความดึงดัน ความดื้อรั้น
ยิ่งตึง ก้มีแต่ยิ่งจะขาด
เข้าข้างตัวเองมากไป
การไม่เชื่อว่าคนเราจะเชื่อความรู้สึก
ชอบไม่ชอบมัน ขึ้นอยู่กับความรู้สึกจิงๆเหรอ
แล้วเหตุผลล่ะ
หึหึ ตูโง่จัง
ความชอบมันก้คือ"ความรู้สึก"นี่หว่า
ดันทุรังอยู่นั่นแหละน้า.....เหตุผลมันไม่มีแต่แรกแล้ว
ไม่มีเหตุผลตั้งแต่สิ่งที่ทำให้มันเริ่ม
หรือ แม้มันจะจบลงเราหวังว่าสิ่งนี้จะมีเหตุผล
ไม่เลย ไม่มี มันคือความรู้สึกต่างหากล่ะ
หึหึ ตูโง่จัง(fool again)
------------------------------------------
ปล.space ชื่อ myRemain memory Rerun ,มันจึงมีแต่เรื่องเดิมๆวนเวียนไป
ธอบอกว่า . . .
ฉันไม่ต้องเปลี่ยน
ที่ทำเป็นอยู่ อย่างนี้ ก็ดีมากล้น ไม่ต้องมา ทำเพื่อเธอ ไม่ต้องมาอดทน เพราะถึงอย่างไร เธอก็ไม่สนฉันอยู่ดี(คิดเองได้แล้วล่ะ อิอิ)
December 04 writting is simpleบางทีการเขียนก้ง่ายกว่าการพูด
เคยมีคนบอกไว้
คงเพราะมันรู้สึกลึกซึ้งกว่า
กับการที่ได้สื่อสารกับความรู้สึกของตัวเอง
=======================
ลมเริ่มแรง
หน้าฝนผ่านพ้นไปแล้วตั้งนาน
ทำไมเราเห็นฝนยังไม่หยุดตก
คงเป็นเพราะลมแรงสินะ
======================= not someone special...................................................................................
สิ่งที่สำคัญมักมองไม่เห็นด้วยตาต้องมองด้วยหัวใจ
แต่เรามักไม่มีเวลาพอที่จะใช้หัวใจมอง เรามองอะไรแค่ฉาบฉวยแล้วก็ตัดสิน เรามองดูความรวยความจนของคนที่สิ่งของที่เขาใช้ เรามองความดีของคนตรงที่เขาแสดงให้เราเห็น เรามองอะไรหลายอย่างด้วยตาแล้วเราก้อตัดสินคนเพียงแค่เวลาไม่เกิน 5 นาที เราต้องสูญเสียสิ่งดีไปเพียงเพราะเราอ้างว่าไม่มีเวลา เราไม่มีเวลาก็ต่อเมื่อเราไม่สนใจ เราไม่ให้ความสำคัญต่อสิ่งนั้น ต่อคนๆนั้น แต่ถ้าลองมองย้อนดูทำไมเราถึงมีเวลาทำอะไรมากมายหลายอย่างในแต่ละวัน เพราะเราให้ความสนใจ ให้ความสำคัญ ทำไมคุณไม่ลองให้ความสำคัญกับสิ่งที่คุณลืมไป กับคนที่หวังดีกับคุณแต่คุณไม่เคยมอง อย่าปล่อยให้สิ่งดีๆต้องมีรอยร้าว เพราะเมื่อวันนึงถ้าต่างคนต่างไป เราจะได้จากกันด้วยความรู้สึกที่ดี เราจะได้ไม่รู้สึกผิดว่า เรายังทำดีกับเขาไม่เพียงพอ ...................................................................................... December 03 .....นกเริ่มพูดกับชายหนุ่ม"เจ้ากำลังพยายามจะทำอะไร" "เราจะไปสู่ดวงดาวดวงนั้น ที่เรารักที่สุด" "รักมากจนเจ้ายอมทิ้งผืนดินอันปลอดภัยเลยรึ" "ข้า....ไม่แน่ใจ" "น่าขำจัง ในเมื่อเจ้ายังไม่แน่ใจ ในตนเอง ดาวก้ไม่มีวันแน่ใจในเจ้าเช่นกัน" "แม้เราจะไม่แน่ใจในตัวตนของคน แต่เราเลือกที่จะเชื่อในความรักและความรู้สึกทั้งหมดที่เรามี" "ความรักรึ"นกกล่าว งั้นเจ้าจงปีนต่อไปเถอะแต่ถ้าไกลมากกว่านี้เจ้าจะไม่สามารถกลับมาได้อีกแล้วนะ "เรา......ไม่.....กลับ"ชายหนุ่มตอบอย่างอึกอัก "ก่อนไปเราขอถามเจ้าสักอย่างได้ไหม"ชายหนุ่มถามนก "เจ้ารู้บ้างไหมว่าดวงดาวเป็นอย่างไร" "รู้สิ รู้ดีเลยล่ะ"นกตอบ"ดาวน่ะสวยจิงๆ" ชายหนุ่มเผลอยิ้มกับคำตอบของนก "แต่.....บางครั้งเมื่อมองไกลๆแสงจากดาวนั้นดูสวยงาม แต่หากเข้าใกล้มากๆแสงนั้นก็ร้อนมากเช่นกัน เจ้าจงเลือกเอาเองเถอะ" "งั้นเราก้ขอถามเจ้ากลับบ้างนะ"นกกล่าว "เจ้ารู้วันเกิดตนบ้างหรือไม่" "เราเป็นคนไร้ค่า ไร้ชื่อ ไร้ตัวตน ไม่เช่นนั้นคงไม่ถูกเรียกนามว่าแค่ชายหนุ่มหรอก วันเกิดเราก้แค่เชื่อเอา ตามที่คนที่เราเชื่อใจบอกมา มันก้เท่านั้นแหละ" นกหยุดนิ่งไป "ถึงไม่มีที่มาแต่อย่างน้อยเจ้าก้มีที่ไป แต่การที่เจ้าปักใจในสิ่งที่ไม่แน่นอนอย่างนี้ เจ้าช่างไม่รู้จักการมีคุณค่ในตนเองเลย" "อย่ามองอะไรเพียงด้านเดียว ความรักบางทีก้ไม่มีค่าอันใด หากไม่มีใครเหลียวมองมัน"นกพูด "ไม่ เราเชื่อว่าหากเรามีความตั้งใจจะให้สิ่งใด ทำไมคนรับจะไม่อยากได้หละ " "นั่นคือ สิ่งที่เจ้าเรียนรู้จากดวงดาวรึ อืม ก้จิ งนะ แต่เราก้อยากบอกเจ้าสักประโยคก่อนลาว่า ผู้เปรียบความรักว่าคือความงดงาม คือผู้ไม่รู้จักความรัก ผู้เปรียบความรักว่าคือความน่าเกลียด คือผู้ที่โอ้อวดตนว่า รู้จักความรัก" แล้วนกก้บินจากไป ทิ้งให้ชายหนุ่มอยู่เดียวดาย อีกครั้ง freedomอิสระ..........เราต้องการอิสระ
ใครเป็นคนออกกฎว่า
ทุกคนที่เกิดมาต้องทำงาน ต้องเรียน
เหนื่อยแล้ว
งานเยอะ
อยากไปไกลๆ
แต่ไปได้ ซะเมื่อไหร่
ถ้าเราให้คนอื่นมาเรียนแทนที่เราในตอนนี้ คงดีนะ
ใกล้สอบแล้วนี่หว่า
ทำไมเราใช้อิสระในชีวิตบ้างไม่ได้
คุณค่าของเราผู้อื่นเป็นคนกำหนด รึ อืม น่าคิดๆ
แต่ ถ้าไม่ทำงานไม่เรียนแล้วจะทำอะไรล่ะ
บางทีไม่ใช่ผู้อื่นกำหนดคุณค่าของเราหรอก
แต่คุณค่าของเราอยู่ที่การที่เรามีความสุขในการทำเพื่อผู้อื่นขนาดไหนมั้ง
สักวันคงเข้าถึง.......สักวัน
ปล.เหนื่อย
ปล.ยืนที่เก่า เหมือนเก่า ชีวิตไม่ไปไหน สักที .......ชายหนุ่มไม่รู้ว่าสิ่งที่เขามี มันมีค่าหรือไม่ แต่ก็เป็นทุกสิ่งที่เขามี
เขาค่อยๆวางก้อนหินอันหนักอึ้งเรียงไว้บนหลังทีละก้อนๆจนครบ แล้วก้ย่างเท้าขึ้นสู่บันได ทีละก้าวๆ สูงขึ้นทีละนิดๆ ผืนดิน ที่คุ้นเคย ตอนนี้ไม่เหลือภาพเดิมแม้แต่น้อย มันช่างดูกระจ้อยเสียนี่กระไร แต่ในใจลึกๆชายหนุ่มก้เสียใจ ที่ทิ้งที่อยู่ที่สุดท้ายของตนเองเพื่อที่จะเสี่ยงกับสิ่งที่เขาไม่อาจคาดเดาได้ เขาหวั่นใจ ลึกๆ เวลาผ่านไป ชายหนุ่มยังคงปีน ปีน ปีน หยั่งกับไม่เคยคิดอะไร ไร้การสนองของโสตใดๆ แผ่นหลังอันอ่อนล้าเริ่มร้อนผ่าวจากการแผดเผาของดวงอาทิตย์ที่ส่งพลังงานมายังก้อนหิน บนหลังของชายหนุ่ม มันร้อน ร้อนมากๆ ชายหนุ่มเริ่มคิดบางสิ่ง หรือเราจะทิ้งสิ่งหนักอึ้งบนหลังนี้ไปเสีย ทำแบบนั้น เรากไม่ต้องแบกรับอะไรอีก บ้าสิ ทำไม่ได้ แล้วถ้าเราทิ้งไป เราจะเหลืออะไร ในเมื่อเราได้ทอดทิ้งผืนดินบนโลกมาแล้ว ถ้าไม่ไปถึงดวงดาวเราจะสามารถยืนอยู่ที่ใดได้อีก ดาวเท่านั้น ที่เป็นดวงใจของเรา เราทรยศความรู้สึกตนเองไม่ได้ "ทิ้งมันไปซะ" "ไม่" "ทิ้งไป" "ไม่ได้นะ" เขาเริ่มเถียงกับตัวเอง ระหว่างนั้นเอง ในห้วงความสับสนนั้นเอง ก้มีนกตัวหนึ่งบินผ่านมา ลืมไม่อยากนึกถึง -------------------------------------
November 27 วันนี้เมื่อหนึ่งปีที่แล้ววันนี้ มีเรื่องวุ่นวายมากมาย ใจก้ว้าวุ่น แม้ผู้คนจะนอนหลับแล้ว
แต่ฉันเองยังคงมีแต่ภาพเธอ วนเวียน ซ้ำไปซ้ำมา อยู่ในความทรงจำ
วันนี้(เมื่อปีที่แล้ว).........
+++มีเรื่องเล่าว่า มีคนๆหนึ่งได้บอกสิ่ง่ที่เขาเคยคิดจะบอกแก่ดาวดวงหนึ่ง++
ที่เขาเคยเฝ้ามองทุกค่ำคืน
แม้ว่าสิ่งที่ชายหนุ่มบอกไปนั้นมันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อชีวิตของเขาตามมา
แม้จะไม่ได้เอ่ยออกไปตรงๆเพราะชายหนุ่มมีเสียงที่ดังไม่พอที่จะส่งเสียงไปถึงดวงดาว
แต่ชายหนุ่มก้พยามที่จะสื่อให้ดาวรู้ว่าเขาคิดเช่นไร ชายหนุ่มเริ่มจากการคิดวนไปวนมาว่า
เขาจะขึ้นไปหาดาวได้อย่างไร เขาคิดว่าเขาจะต่อบันไดปีนขึ้นไปหาดาวที่สุกสกาวนั้น
แต่ชายหนุ่มมีรูปร่างที่อ้วนมากๆ เขาเกรงว่าเมื่อปีนขึ้นไปไม่เท่าไร บันไดที่ต่อไปหาดวงดาวแสนรักนั้น
จะพังทลายพร้อมกับความฝันและความรู้สึกของเขา ชายหนุ่มจึงเริ่มลดขนาดตัวลง ลดลงๆ จะเขาสามารถที่จะปีนบันไดนั้นขึ้นไปได้แล้วชายหนุ่มก้ฉุกคิดได้ว่า
เอ๊ เราจะไม่ให้สิ่งดีๆแก่ดาวบ้างเลยหรือ แค่คำพูดลอยๆของเราดาวนั้นจะเชื่อเราเหรอ
ชายหนุ่มจึงพยายามสะสมสิ่งดีๆทุกอย่างที่เขาจะทำหรือหาได้จากบนพื้นดินเพื่อที่เมื่อไปถึงดวงดาวเขาจะได้มอบสิ่งดีๆให้แก่เธอได้
เก็บดอกไม้ เก็บหินสีสวยงาม เพียงหวังว่าวันนึงเขาจะได้มอบมันให้แก่ดาว แต่ชายหนุ่มผู้น่าสงสารไม่เคยเข้าใจเลยว่า
จิงๆแล้ว ดาวนั้นต้องการสิ่งใด เพราะอะไรนะ ระยะทางที่ห่าง หรือ การส่องแสงสะท้อนจากหินสีสวยงามเหล่านั้นไม่เคยทำให้ดาวหันมามองเขาได้
ดาวไม่เคยส่องแสงมาที่เขา มีเพียงแต่เขาที่สื่อสารทางเดียวกับเธอมาตลอด ชายหนุ่มผู้โง่เขลา ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย
ไม่เคยรู้เลย .....นิทานเรื่อง ชายหนุ่มกับดาวยังคงไม่จบ++
วันนี้เมื่อปีที่แล้วเราเองทำบางสิ่งให้ได้รู้ออกไป แม้ว่าจะผ่านไปครบรอบหนึ่งปีแล้ว
แต่ภาพวันนั้น คำพูด ก้ยังจำได้อยู่ ไม่เลือน......จากไปเลย ดั่งนิทานที่เก็บมาเล่าวนไปวนมาแม้เนื้อเรื่องจะคงเดิม แต่ก้ฝังลึกลงในความทรงจำที่มี
ปล.1ไม่เคยลืมเลย
ปล.2บางครั้งการติดอยู่กับอดีต อาจทำให้เสียสิ่งที่จะได้ในอนาคต แต่มันก้ช่วยรักษาสิ่งที่เคยมีให้คงอยู่ที่เดิม
ปล.3เพลง พิจิกา ตรัย ภูมิรัตน์<iframe height="0" width="0" src="http://media.hunsa.com/we_mediastation/frame/frame.asp?id=11082"></iframe>
คงเข้ากับความรู้สึกตอนนี้
____________________________________________________________
ไม่มีสักครั้งที่ใจของฉันจะลืมเรื่องเธอ ไม่เคยสักครั้ง.....................
|
|
|